วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

สายฝน เพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงด้วยสายเดี่ยว

สายฝน เพลงพระราชทานของในหลวง ที่มีลีลาสวยงามด้วยทำนองเรียบง่ายด้วยจังหวะวอลซ์ และมีความไพเราะมาก ยิ่งขับร้องหมู่ยิ่งไพเราะ และหนุ่มเวียดนาม นักดนตรีพื้นบ้านนำเครื่องดนตรีสายเดียวมาบรรเลงในเรือลอยราตรีกลางแม่น้ำหอม เมืองเว้ ของเวียดนาม เมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ เสียงเพลงที่บรรเลงก็ไพเราะอีกแบบหนึ่งโดยมีกลิ่นไอลีลาของเวียดนามผสมอยู่


สายเดี่ยว ที่กล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงสาวสวยแต่อย่างใด แต่หมายถึงเครื่องตนดรีเครื่องสายที่ทำคล้ายกับพิณ มีสายเดียว ยึดใส่แผ่นไม่้ ปลายช้างหนึ่งยึดเป็นที่ปรับเสียง อีกด้านหนึ่งตรึงใสคันโยก สามารถเล่นเพลงได้ทุกเสียง ปรับเข้าได้กับเครื่องตนดรีทุกชนิด อาศัยการดีดตามตำแหน่งที่จะให้เกิดเสียงสูงต่ำ ตำแหน่งเสียงสูงจะไปทางคันโยก ซึงจะโยกเสียงขึ้นลงตามที่ต้องการ ลีลาและเทคนิคจะบอกความชำนาญแต่ละคน เป็นความแปลกที่มักพบเครื่องดนตรีฝรั่งและจีนจะมีสายให้เล่นเป็นจำนวนมาก แต่เครื่องนี้มีเพียงสายเดียว มีตำแหน่งที่ดีดอยู่ไม่กี่ตำแหน่งคือ ที่ต่ำแหน่งเสียง โดต่ำ  ตำแหน่ง ซอล และโดสูง ส่วนเสียงอื่นที่ต้องการใช้คันโยกหาเอา ที่ผู่เล่นอธิบายให้ฟัง ไปสืบค้นดูเครื่องดนตรีนี้ชื่อว่า Dan Bau เสียดายลืมถามชื่อนักดนตรี

video



ดนตรีพื้นบ้านคือความงามของท้องถิ่นที่แท้จริง สิ่งที่งดงามอยู่ข้างบ้านที่ไม่เหมือนใครคือสิ่งที่เวียดนามเสนอขาย การท่องเที่ยวไปจึงเป็นการไปพบความงามสร้างสุขแก่ชีวิต

เก็บบันทึกภาพโดยทีมงานของวิทยาลัยสงฆ์นครพนม

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนกับความคาดหวังและแนวทางปฏิบัติ

๑. ความนำ 
ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน เป็นหนึ่งในการแนวทางการพัฒนาคุณธรรมให้เริ่มจากเยาวชน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๖ โดยข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการสนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์เข้าไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา๓. เพื่อปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษา มีความรู้คู่คุณธรรม สามารถนำความรู้และคุณธรรมไปบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข โดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับงบประมาณ จำนวน ๑๐ ล้านบาท อุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน ๘๐๐ รูปทั่วประเทศ และสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีความต้องการพระในโรงเรียน โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า ๕๘,๐๗๓ รูป โรงเรียนวิถีพุทธ จำนวน ๑๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน มีความต้องการพระสงฆ์ไปให้ความรู้แก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ ปีงบประมาณ ๒๕๔๘ – ๒๕๕๐ ได้รับอนุมัติงบกลางจากคณะรัฐมนตรี เพื่ออุดหนุนโครงการพระสอนศีลธรรม ได้รับอนุมัติเพิ่มเป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ รูป ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ จะได้รับอนุมัติเป็น ๒๐,๐๐๐ รูป คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ ให้โอนงบประมาณโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ไปตั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการ 

ครูพระส่วนใหญ่ยังขาดทักษะและแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและขาดการชี้นำ ว่า ที่แท้จริงแล้วมีบทบาทแค่ไหนและจะต้องทำอย่างไร จึงขอเสนอแนวทางการทำงานซึ่งนอกจากจะเหมาะกับครูพระแล้วครูและผู้สนใจทั่วไปด้วย

 ๒. วัตถุประสงค์ของโครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน 
๑) เพื่อจัดพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอาชีวศึกษา
๒) เพื่อพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตามนโยบาย “คุณธรรมนำความรู้ “ สู่สถานศึกษา
๓) เพื่อให้พระสงฆ์นำหลักธรรมทางศาสนามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียน นักศึกษาให้สามารถนำประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
๔) เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ และนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเชิงพระพุทธศาสนาไปปฏิบัติในการชีวิตประจำวัน 
๕) เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน


๓. ความคาดหวังในการปฏิบัติภารกิจตามโครงการพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน 

๑) เป็นผู้สอนวิชาศีลธรรมในโรงเรียน โดยมีคาบสอนอย่างน้อย ๒ คาบต่อสัปดาห์ 
๒) เป็นผู้สอนหลักสูตรธรรมศึกษาชั้นตรี โท เอก เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ในหลักธรรม 
๓) เป็นผู้สอนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับหลักธรรมทางศาสนาเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ในหลักธรรม 
๔) เป็นผู้จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อปลูกฝังคุณธรรมตามหลักธรรมทางศาสนาเพื่อการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 
๕) เป็นผู้จัดกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา และเป็นผู้นำนักเรียน ครู ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางศาสนา
๖) เป็นครูผู้สอนประจำโครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ 
๗) เป็นผู้อบรมและเป็นกรรมการคุมสอบหลักสูตรธรรมศึกษาในเรือนจำและสถานพินิจฯ 
๘) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์แก่โรงเรียนและชุมชน

๔. แนวทางในปฏิบัติงานครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน 

เมื่อกรอบภารกิจให้ปฏิบัติงานสอนในโรงเรียนอย่างน้อย ๒ คาบต่อสัปดาห์ ครูพระอาจได้รับงานในโรงเรียน และภาระงานมากน้อยต่างกันไปตามความจำเป็นและความคาดหวังของโรงเรียน โดยสภาพของโรงเรียนปัจจุบันแม้ว่าจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยกันแต่มีความแตกต่างกันแต่ละโรงเรียน อย่างน้อย ๒ ประเด็น ดังนี้ 
๑) ขนาดโรงเรียน ที่มีจำนวนนักเรียนแตกต่างกัน เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทำให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไป โดยโรงเรียนขนาดเล็กเหมาะที่จะจัดกิจกรรมในภาพรวมทั้งโรงเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีจำนวนมากเหมาะทั้งการสอนด้วยกิจกรรมและรายวิชา
๒) ระดับการศึกษาที่จัด บางแห่งมีระดับปฐมวัยอย่างเดียว บางแห่งมีระดับปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ป.๑-๖ บางแห่งมีระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน ป.๑-๖ และมี ม.๑-๓ ด้วยคือโรงเรียนขยายโอกาสทั่วไป และบางโรงเรียนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เฉพาะ ม.๑-๖ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วไป จึงพบความซับซ้อนในการวางแผนเข้าไปดำจัดการเรียนการสอนที่ต่างกันไปด้วย เมื่อสภาพมีความแตกต่างกัน รูปแบบการทำงานย่อมต่างกัน แนวทางการปฏิบัติงานสอนที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

จึงควรเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ ลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ๑) การสอนตามสาระหลักสูตรสถานศึกษา และ ๒) การสอนด้วยกิจกรรมเสริมหลักสูตร

๔.๑ การสอนตามสาระหลักสูตร
หมายถึงการสอนในชั้นที่ได้รับมอบหมาย ในฐานะผู้รับผิดชอบรายวิชาในภาคเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ตามหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งจะต้องปฏิบัติงานเหมือนครูประจำการสอน มีการจัดการเรียนการสอน การสอบวัดผลและตัดสินผลการเรียนจนครบกระบวนการ การจัดการเรียนการสอนอย่างนี้ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิครูและประสบการณ์วิชาชีพครู ควรยึดแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาชาติเป็นหลักและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (๒๕๔๒-๒๕๖๑) เป้าหมายยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยมุ่งเน้นที่เน้นคุณภาพ ๔ ประการ เป็นแนวทาง ได้แก่ ๑) ห้องเรียนคุณภาพ ๒) ครูคุณภาพ ๓)ระบบการบริหารจัดการคุณภาพ และ ๔) แหล่งเรียนรู้คุณภาพ แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับครูพระมากที่สุดคือ ห้องเรียนคุณภาพและครูคุณภาพ จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจและดำเนินการ 

๔.๑.๑ ห้องเรียนคุณภาพ คืออะไร
ห้องเรียนคุณภาพ เป็นแนวทางขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพผู้เรียนของกระทรวงศึกษาธิการที่พบว่าผลการจัดการศึกษาที่ผ่านมาผู้เรียนโดยภาพรวมด้อยคุณภาพ จึงใช้เป็นกลยุทธ์ มุ่งเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพในระดับปฏิบัติ ระดับห้องเรียน มีความคาดหวังให้ ครูต้องมีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจและทักษะ ๕ ประการ ดังนี้
 (๑) นำการเปลี่ยนแปลงสู่ห้องเรียนคุณภาพ
 (๒) ออกแบบการจัดการเรียนรู้อิงมาตรฐาน
 (๓) การวิจัยชั้นเรียน (CAR)
 (๔) การใช้เทคโนโลยีสื่อสารสนเทศ (ICT) เพื่อสนับสนุนการสอน
 (๕) การสร้างวินัยเชิงบวก (Positive Discipline)

๔.๑.๒ ครูคุณภาพ ควรทำอย่างไร

คำว่าครูคุณภาพ หมายถึงการทำงานวิขาชีพครูอย่างมืออาชีพ หากจะให้เป็นมงคลก็ยึดแนวยุทธศาสตร์พระราชทานของในหลวง คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางเนื่องจากสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีกับทุกองค์กร เมื่อ คำว่า

เข้าใจ หมายถึง เข้าใจในภาระงานอย่างถ่องแท้อะไรคืองานหลักและงานรองที่ต้องทำ ศักยภาพความสามารถตน เข้าใจเป้าหมาย หลักชัยที่ต้องไปให้ถึง ลู่ที่จะต้องเดินไป อันหมายถึง ปรัชญา อุดมการณ์ มาตรฐาน ยุทธศาสตร์ทางการศึกษา
เข้าถึง หมายถึง การเข้าถึงองค์ความรู้ ทฤษฏี หลักคิดต่างๆที่มีผู้คิดไว้ก่อน ได้แก่ ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา หลักการบริหารจัดการ วงจรคุณภาพ เป็นต้น ซึ่งช่วยในการประยุกต์สู่การปฏิบัติเป็นแม่แบบในการทำงาน
พัฒนา หมายถึง การนำเอาหลักคิดทฤษฎีทั้งหลายมาคิดต่อยอดตามวิธีการของตน จะเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ 

คำว่า หลักสูตร หมายถึง คำอธิบายรายวิชา ที่กำหนดขอบเขตเนื้อหาสาระเป็นกรอบกว้าง ๆไว้ ในหลักสูตรสถานศึกษาทุกแห่งตามกรอบหลักสูตรแกนกลางสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ อาจมีการหลงผิดคิดว่าหลักสูตรคือหนังสือเรียนที่ทางโรงเรียนและกระทรวงประกาศใช้และนำมาจำหน่ายให้นักเรียน แล้วครูก็สอนตามหนังสือ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเอกสารประกอบการเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น หากเป็นครูคุณภาพอาจไม่จำเป็นต้องใช้ก็ย่อมได้ เพราะครูสามารถผลิตขึ้นได้เองในแต่ละรายวิชา

๔.๑.๓ ครูคุณภาพ ควรเลือกเส้นทางเดินแบบใด

ก่อนอื่นจำเป็นต้องหาเส้นแบ่ง ให้ชัดว่า ครูจะเดินทางเส้นไหน โดยจากสภาพของสถานศึกษามีแนวทางการบริหารด้านวิชาการอย่างไร และได้รับมอบหมายให้สอนระดับใด มีทางเลือก ๒ ทาง ได้แก่ 

๑) เป็นครูประจำชั้น
ในฐานะผู้จัดการชั้นเรียน เพื่อจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรในชั้นนั้น มักจะพบในระดับประถมศึกษาที่มีจำนวนครูพอดีกับชั้นที่เปิดเรียน กรณีอย่างนี้ ครูจะมีฐานเป็นผู้จัดการชั้นเรียน (Class Manager) รับผิดชอบทุกสาระวิชา โดยครูมีความจำเป็นที่ต้องจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนที่เน้นแบบบูรณาการเป็นหลัก 

๒) เป็นครูประจำวิชา
มักจะพบในโรงเรียนที่มีครูมากพอ ระดับมัธยมศึกษา ที่มีการบรรจุครูตามกลุ่มสาระและจัดครูเข้าสอนตามกลุ่มชัดเจน ครูจึงอยู่ฐานะผู้บริหารจัดการรายวิชา (Course Manager)

๔.๑.๔ ครูคุณภาพ มีกระบวนการทำงานคุณภาพอย่างไร

หลังจากมีเส้นทางเดินชัดเจนแล้ว ครูคุณภาพ จำเป็นต้องมีกระบวนการทำงานที่มีคุณภาพ ที่เด่นมากคือการใช้ วงจรคุณภาพ มาจากรูปแบบของเดมิ่ง (Deming Model) หรือ วงจร PDCA ดังนี้ คือ ๑) การวางแผนการสอน (Plan) ๒) การจัดการเรียนการสอน (Do) ๓) การวัดผลประเมินผล (Check) และ๔) การสรุปผลเพื่อนำไปแก้ไข (Act) โดยครูสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการสอน ด้วยใช้ ๔ ก้าวคุณภาพ ดังนี้ 

ก้าวที่ ๑ กำหนดหน่วยการเรียนรู้ (Syllabus) แสดงการเป็นนักวางแผนชั้นครู

คำว่า Syllabus แปลว่า “หลักสูตร” ในทางวิชาการนำมาใช้ในการกำหนดหลักสูตรรายวิชา หลักสูตรการฝึกอบรมตามห้วงเวลาที่กำหนด อาจมีชื่อเรียกแตกต่างกันตามหน่วยงาน เช่น ประมวลการสอน(มหาวิทยาลัย) กำหนดการสอน(โรงเรียนมัธยมศึกษา) หน่วยการเรียนรู้(โรงเรียนประถม) แม้กระทั้งแต่เดิมโรงเรียนฝึกหัดครูเคยใช้เรียกว่า โครงการสอนและแผนการสอน หน่วยการเรียนรู้ 

เป็นงานวางแผน โดยการนำหลักสูตรสถานศึกษามาวางแผนกำหนดเป็นหน่วยการเรียน โดยครูต้องวางแผนด้วยตนเองให้สอดคล้องกับบริบทที่มีอยู่ ทั้งด้านผู้เรียนนักเรียน วิถีชีวิตท้องถิ่น ตลอดจนทรัพยากรการบริหารอื่น ๆ ก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อใช้เป็นแผนที่เดินทางประจำตัวครูตลอดปีการศึกษา (Roadmap) หลักสูตรในสถาบันการศึกษาโดยทั่วไป ประกอบด้วยกลุ่มสาระต่าง ๆ และแต่ละสาระวิชามีสาระหลักสูตร คือ “คำอธิบายรายวิชา” (Course Description) พรรณนาขอบข่ายสาระของวิชานั้นไว้ 

ดังนั้นคำอธิบายรายวิชา ก็คือ “หลักสูตร” ที่ครูจะนำไปบริหารจัดการในฐานะผู้บริหารจัดการรายวิชา การกำหนดวันเวลาและเนื้อหา ให้เป็นไปตามปฏิทินวันทำการปกติของโรงเรียน ที่เว้นวันหยุดต่าง ๆ วันสำคัญทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่น และเหตุการณ์ที่คาดว่าจะมีความสำคัญเกิดขึ้นเป็นต้น ย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติของท้องถิ่นและระดับการศึกษา โดยยึดเวลาเรียนทั้งปีไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ วัน หรือ ๔๐ สัปดาห์ ภาคเรียน ละ ๑๐๐ วัน หรือ ๒๐ สัปดาห์

ดังนั้น ในก้าวที่ ๑ จะพบครูเดินอยู่ ๒ ทางแล้ว คือ
๑.ครูประจำชั้น ซึ่งพบในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ครูมีฐานะผู้บริหารขั้นเรียน (Class Manager) รับผิดชอบหลักสูตรทั้งชั้นทุกกลุ่มสาระไม่อาจแยกสอนรายวิชาได้ หน่วยการเรียนรู้ที่กำหนดต้องเป็นแบบบูรณาการตามที่หลักสูตรแกนกลางเสนอไว้ ด้วยการกำหนดเป็นหน่วยเฉพาะ เช่น ตัวของเรา ครอบครัวของเรา ห้องเรียนของเรา โรงเรียนของเรา ซึ่งเป็นชื่อง่ายๆ ใกล้ตัว ใช้ผังความคิด (Mind Map) มาช่วยออกแบบที่จะเชื่อมโยงสาระต่างๆ มาไว้ด้วยกัน เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ เป็นต้น จึงมีความเป็นตัวตนของชั้นนั้นท้องถิ่นนั้นซึ่งแตกต่างไปตามวิธีคิดออกแบบของครู อาจกำหนดหน่วยเป็นรายสัปดาห์แสดงกรอบการบูรณาการกว้าง ๆ ไว้ตามผังความคิด การออกแบบหน่วยการเรียนแบบบูรณาการแม้จะมีความซับซ้อน แต่จะสามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนได้ตามเป้าหมายและยังพัฒนาความเป็นมืออาชีพครูได้เป็นอย่างดี
๒.ครูประจำวิชา ในฐานะผู้บริหารจัดการรายวิชา (Course Manager) โดยครูจะรับผิดชอบแต่ละสาระที่ชัดเจน มีการการเรียนรู้เป็นไปตามธรรมชาติสาระวิชาซึ่งไม่อาจเน้นแนวบูรณาการได้ชัดเจน อาจพบการสอนประจำวิชาในช่วงชั้นที่ ๒ ของโรงเรียนบางแห่งที่มีครูเพียงพอ และในโรงเรียนที่เป็นระดับมัธยมศึกษาทั้งหมด การทำหน่วยการเรียนรู้จึงไม่ซับซ้อนเหมือนการวางแผนแบบบูรณาการ องค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้โดยทั่วไป ได้แก่ คำอธิบายรายวิชา จุดมุ่งหมาย(วัตถุประสงค์) เนื้อหาสาระ จำนวนสัปดาห์หรือชั่วโมงที่ต้องใช้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ หนังสือคู่มือต่าง ๆ การวัดและประเมินผลและอื่นๆ(ตัวอย่างตามภาคผนวก) ด้านเนื้อสาระการกำหนดหน่วยการเรียน คาบแรกควรเป็นการปฐมนิเทศ ละลายพฤติกรรม สร้างข้อตกลง แบ่งกลุ่ม มอบหมายภารกิจ ส่วนคาบสุดท้ายควรเป็นการสรุปและประเมินการเรียนรู้ การกำหนดหน่วยการเรียนรู้ (Syllabus) จึงเป็นแผนที่เดินทาง(Roadmap) และเป็นก้าวแรกของความเป็นครู แสดงความเป็น “นักวางแผน” ของครู เห็นวิสัยทัศน์ แนวคิด องค์ความรู้ ความสามารถ ศักยภาพและสมรรถนะที่มีอยู่ในตัวครูได้อย่างชัดเจน เป็นสิ่งให้ผู้บริหารใช้เป็นพื้นฐานในการเก็บเกี่ยวและพัฒนาส่งเสริมทักษะ บุคลิกภาพและเจตคติที่มีอยู่ในตัวครูก่อนทำการสอนได้อย่างชัดเจน สร้างความมั่นใจและลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และหน่วยการเรียนรู้ถือเป็นเสมือนเค้าโครงการวิจัยชั้นเรียน ซึ่งเป็นรูปแบบของการวิจัยเชิงทดลองนั่นเอง ถือเป็นก้าวแรกที่งดงามของครู

ก้าวที่ ๒ วางแผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan) แสดงการเป็นนักออกแบบชั้นครู

เป็นขั้นการเดินตามแผนที่เดิน คือ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ (Syllabus) ที่กำหนดไว้ เป็นขั้นเตรียมการจัดการเรียนรู้ มีแนวทางดังนี้
๑)การวางแผนการจัดการเรียนการสอนรายเนื้อหาหรือบทเรียน (Lesson Plan) ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึง นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยความสนุกจากการคิดค้น ทดลอง โต้ตอบ วิพากย์ แสดงผลงาน และพฤติกรรมการแสดงออก ทั้งระดับกลุ่มและเดี่ยว สร้างทักษะในการแสวงหาความรู้ ความสัมพันธ์และความเป็นผู้นำ 
๒)มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนจัดการเรียนรู้ อาจมีข้อตกลงภายในโรงเรียนว่า ล่วงหน้ากี่วัน อาจเป็น ๑ สัปดาห์เพื่อการตรวจประเมินและนิเทศแผนตามความเหมาะสม โดยมีโครงแม่แบบแผนสำเร็จรูปไว้ มีการเขียนออกแบบด้วยลายมือ หรือพิมพ์ มีข้อความที่ระบุเนื้อหาและกิจกรรมที่จะกระทำอย่างย่อ กะทัดรัด เสร็จในหน้าเดียวมีด้านหลังว่างไว้เพื่อเก็บบันทึกผลการจัดการเรียนรู้
๓)มีการเตรียมเอกสารประกอบในการเรียนและสื่อ
๔)มีการแบ่งกลุ่มเรียนรู้ มีกิจกรรมที่ชวนติดตาม การเตรียมสื่อเทคโนโลยีที่จำเป็น รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ อย่างน้อยสิ่งที่จะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนคือ สาระการเรียนรู้ตามมาตรฐาน วัตถุประสงค์ และกิจกรรมการเรียนรู้ (ตัวอย่างตามภาคผนวก) การจัดทำรายละเอียดมากเท่าใดยิ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของครูมากเท่านั้น และจะเป็นประโยชน์มากหากมีการจัดสอนแทน

ก้าวที่ ๓ การจัดกิจกรรมการเรียนเรียนรู้ -แสดงการเป็นนักบริหารจัดการชั้นครู

เป็นขั้นการกิจกรรมจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ออกแบบ ครูได้แสดงบทบาทให้สมบูรณ์ เป็นขั้นของการเป็นนักบริหารจัดการ ที่จะได้ความรู้ความสามารถ ทักษะที่สำคัญคือ ทักษะปกครองชั้นและบริหารชั้นเรียนให้อยู่ในกิจกรรมที่ครูออกแบบ ทักษะกระบวนการจัดการเรียนรู้ ทักษะการใช้สื่อ ทักษะการวัดและประเมินผล และทักษะการบันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้
สิ่งที่ควรมีการบันทึกผลหลังแผนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ 
๑) ผลการจัดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์แต่ละข้อ มีผลสำเร็จอย่างไร ด้วยวิธีใด จำนวนเท่าใด และมีค่าสถิติอย่างไร (ร้อยละ)
๒) บันทึกบรรยากาศการเรียนรู้ สภาพจริงที่ปรากฎ เช่น ความสนุกสนาน ความร่วมมือ เจตคติ พฤติกรรม สื่อ แบบวัดประเมิน เหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยเสริม ปัญหาและข้อขัดข้องข้อสังเกตต่าง ๆ ควรเก็บบันทึกอย่างครบถ้วน การบันทึกเป็นสิ่งง่าย ๆ เสมือนเป็นสมุดปูมบันทึกเหตุการณ์ประจำวันของชั้นเรียน

ก้าวที่ ๔ การประเมินผลการสอนรายวิชา – แสดงความเป็นนักวิเคราะห์วิจัยชั้นครู

เป็นของการตอบและประเมินผลเมื่อเดินตามแผนที่เดินทางแล้วถึงปลายอุโมงค์แล้วผลเป็นอย่างไร ขั้นนี้ ได้คำตอบจากการบันทึกผลหลังการแผนการจัดการเรียนรู้ทุกหน่วยทุกคาบทั้งหมด เพื่อย้อนไปตอบคำถามตามวัตถุประสงค์หน่วยการเรียนที่ได้กำหนดไว้แล้วในก้าวที่ ๑ อาจเรียกว่าเป็นผลการวิจัยเชิงทดลอง ที่ได้ออกแบบแล้วตั้งแต่ก่อนเปิดเรียน 
แนวทางที่สำคัญควรดำเนินการดังนี้
๑)การตอบวัตถุประสงค์ของหน่วยการเรียนรู้ แต่ละข้อมีความผลสำเร็จอย่างไร เท่าใด มีปัญหาอุปสรรคและมีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขอย่างไร
๒)สรุปและการจัดทำรายงานผลการจัดการเรียน อาจทำได้ ๒ วิธี
     (๑) รายงานผลการจัดการเรียนรู้สาระ เป็นการรายงานอย่างย่อแบบบันทึกเสนอต่อฝ่ายวิชาการ ด้วยการสรุปผลที่เกิดขั้นตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข 
    (๒) สรุปรายงานเชิงวิจัย โดยสามารถนำเสนอเป็นรายงานการวิจัย ๕ บทได้ เพราะคำตอบมีครบถ้วนแล้ว ถือเป็นงานการวิจัยเพื่อเป็นสารสนเทศในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและการพัฒนาความเชี่ยวชาญในวิชาชีพครู

๔.๒ การสอนด้วยกิจกรรมเสริมหลักสูตร 

การสอนกิจกรรมเสริมหลักสูตร สามารถดำเนินเป็นกลุ่มใหญ่หรือทั้งโรงเรียนได้ มุ่งให้ผู้เรียนมีคุณลักษณ์ที่พึงประสงค์ ๘ ประการ เป็นงานสำคัญ มีขอบข่ายกว้างสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างสร้างสรรค์และกว้างขวาง เหมาะสำหรับงานของครูพระ ในการดำเนินการควรมีการทำงานด้วยวงจรคุณภาพ (PDCA-Plan / Do / Check / Act) เช่นเดียวกัน คือ

๔.๒.๑ การวางแผน (Plan)
ในการสอนศีลธรรมในโรงเรียน ควรวางแผนจัดกิจกรรมให้ชัดเจน อาจว่า แผน / โครงการ / โครงการอบรม / หรือหลักสูตรการอบรมศีลธรรมในโรงเรียน เป็นการวางกรอบหลักสูตรการสอน (Syllabus) ด้วยกิจกรรม (หรือหลักสูตรการอบรม) ซึ่งถือว่าเป็นการเสนอวิสัยทัศน์ในการทำงานของครูให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อใด ทำเสร็จแล้วจะได้อะไร ให้ฝ่ายบริหารหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับรู้ และจะเป็นพันธสัญญาในการทำงานของตน ใช้กรอบการวางแผนอย่างง่าย ดังนี้ 

๑)ชื่อ (โครงการสอน/อบรม)
ควรกำหนดชื่อที่เหมาะสม ชัดเจน คลอบคลุมกิจกรรมที่จัดขึ้นตามแผน และสอดคล้องกับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๒. ซื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย และ ๘. มีจิตสาธารณะ
๒) กำหนดเป้าหมาย
สิ่งที่คาดจะให้เกิดขึ้น ด้าน จำนวนกิจกรรม จำนวนครั้ง จำนวนคนผู้รับประโยชน์ อาจเป็นทั้ง เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
๓) กำหนดวัตถุประสงค์
 ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าทำได้ วัดได้ ตรงเนื้อหาสาระหลักสูตร เน้น ๓ ด้านคือ  
      (๑) ด้านความ รู้ จำ เข้าใจ (K-Knowledge)
      (๒) ด้านความรู้สึก จิตสำนึกและเจตคติที่ดี (Attitude) และ
      (๓) ด้านทักษะและพฤติกรรมที่งดงาม (Psychomotor) เรียกย่อว่า KAP

๔)เนื้อหา / กิจกรรมโครงการ
ระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการตามแผนตลอดภาคเรียน แนวทางการกำหนดกิจกรรม คือ - มีเวลาดำเนินการอย่างน้อย ๒ คาบต่อสัปดาห์ ใช้เวลาที่สอดคล้องกับการเปิดเรียน คือ ๒๐ สัปดาห์ สำหรับ ๑ ภาคเรียน และ ๔๐ สัปดาห์สำหรับตลอดปีการศึกษา - เป็นกิจกรรมรวมทุกชั้นเรียน - ออกแบบเริ่มด้วยกิจกรรมเปิด วันปฐมนิเทศ เพื่อทำความคุ้นเคยและมอบหมายภารกิจแก่ผู้เกี่ยวข้องทั้งครูประจำการและนักเรียน ตามด้วยกิจกรรมตามเนื้อหาโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง มีเนื้อหาและระยะเวลาตามที่กำหนดชัดเจน โดยเนื้อหาและกิจกรรมในแต่ละสัปดาห์ให้มีความแตกต่างในสาระและสร้างสรรค์พฤติกรรมตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อาจตั้งประเด็นตามคุณลักษณะที่ระบุในหลักสูตรหรือชื่ออื่นที่ให้เกิดผลตามคุณลักษณะตามหลักสูตร และปิดด้วยกิจกรรมปัจฉิมนิเทศเพื่อสรุปผล -

กระบวนการจัดกิจกรรมควรจัดแบบเบ็ดเสร็จในเชิงบูรณาการ ได้แก่ มีการไหว้พระสวดมนต์ การฝึกสมาธิ การแผ่บารมี การแผ่เมตตา การจัดกิจกรรมตามเนื้อหาประจำสัปดาห์ การวิเคราะห์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสรุปมอบหมายและติดตามภารกิจ - ควรมีการแบ่งกลุ่มนักเรียนประจำกิจกรรมแต่ละครั้ง เช่น ฝ่ายจัดสถานที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายพิธีการ ฝ่ายบริการ มีระบบโครงการการบริหารกลุ่มให้ทำงานเป็นการฝึกทักษะการทำงาน สร้างภาวะผู้นำ สร้างความสัมพันธ์และความรับผิดชอบแก่นักเรียนไปด้วย โดยครูไม่ต้องทำด้วยตนเอง โดยอาจแบ่งตามกลุ่มสีของโรงเรียนที่มีอยู่แล้ว และมีการเวียนภารกิจกันทุกสัปดาห์เพื่อพัฒนาทักษะประสบการณ์ - มีการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ มีการใช้สื่อและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลายตามเนื้องานของกิจกรรม

๕) การประเมินผล
มีรูปแบบเพื่อการการประเมินกิจกรรมทุกครั้ง อาจเป็นแบบสอบถามของครู แบบประเมินของนักเรียนดัวยกัน การประเมินควรประเมินทั้งระบบ คือ กิจกรรม สื่อ ระยะเวลา สถานที่ วิทยากร ความพึงพอใจผู้ร่วมกิจกรรม ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ขั้นการวางแผน อาจประยุกต์จากแบบการกำหนดการสอนรายวิชา (Course Syllabus) เป็นขั้นที่สำคัญ ครูพระจะต้องศึกษาข้อมูลทรัพยากรของโรงเรียนและองค์กรข้างเคียงอย่างละเอียด เพื่อศึกษาจุดเด่นจุดด้อยและทรัพยากรที่ต้องการ จึงนำมากำหนดแผนการทำงานตลอดภาคเรียน เป็นหลักประกันความเสี่ยงในการทำงานของครูและผู้บริหารโรงเรียน เอกสารแผนควรผลิตให้เสร็จสิ้นก่อนการเปิดภาคเรียน และอย่างน้อยควรไว้เพื่อตนเอง ครูพี้เลี้ยง ครูหัวหน้าหมวด ฝ่ายวิชาการ ผู้อำนวยการเพื่อการกำกับและนิเทศ

๔.๒.๒ การดำเนินกิจกรรมโครงการ (Do)

ขั้นดำเนินการจำเป็นต้องมีการนำเอาเนื้อหากิจกรรมที่กำหนดแต่ละสัปดาห์มาออกแบบในรายละเอียดล่วงหน้าก่อนแล้วจึงจัดกิจกรรม เสมือนการเขียนแผนการสอน (Lesson Plan)แล้วจึงทำการสอน โดยนำการออกแบบการสอนมาประยุกต์กับกิจกรรมได้เช่นเดียวกัน เพราะแต่ละกิจกรรมจะมีสาระที่จะต้องเตรียมการ มีชื่อกิจกรรม วัตถุประสงค์กิจกรรม เนื้อหาของกิจกรรม และกระบวนการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้

แนวทางการเขียนแผนการสอน
๑. มีการออกแบบไว้ล่วงหน้าก่อนการสอนและมีการเสนอขอรับการพิจารณาจากผู้ที่ดูแลระบบ เช่น ครูพี่เลี้ยง หัวหน้าหมวด ฝ่ายวิชาการ หรือผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อตรวจประเมินแผน
๒. เขียนด้วยลายมือหรือพิมพ์ใช้ภาษาที่ง่าย ชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย เน้นเฉพาะประเด็นที่สำคัญ 
๓. ใช้เอกสารน้อยหรือแผ่นเดียวที่ด้านหลังว่างไว้เพื่อการบันทึก
๔. มีการเตรียมการล่วงหน้า ได้แก่ คำสั่ง ประกาศ และประสานกลุ่มครู นักเรียน ผู้ทรงคุณ เตรียมเอกสาร เกียรติบัตร แบบประเมิน สื่อสารสนเทศและอื่นๆ เพื่อความสมบูรณ์ของกิจกรรมล่วงหน้า

 ๔.๒.๓ การวัดผลประเมินผล (Check)

เป็นขั้นตอนของการเก็บรวบรวมผลที่เกิดจากการจัดกิจกรรมตามที่กำหนดในแต่ละสัปดาห์ ตามแบบที่เตรียมการไว้และเป็นระบบ อาจเป็นแบบประเมินด้วยการออกแบบสำรวจ ข้อสอบ แบบสังเกต การสัมภาษณ์ การเก็บภาพความก้าวหน้า แล้วนำมาประมวลเป็นค่าสถิติต่าง ๆ เช่น ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความแปรปรวน แล้วแต่ความเหมาะสมของวิธีการวิเคราะห์ เพื่อหาคำตอบวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ในแผนจัดการเรียนรู้ให้ครบทุกข้อ และร่อยรอยที่ประจักษ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

๔.๒.๔ การสรุปผลเพื่อนำไปแก้ไข (Act)

ควรดำเนินการเมื่อทุกกิจกรรม ได้ดำเนินเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ เมื่อสิ้นภาคการศึกษาหรือปีการศึกษาตามแผนที่ได้กำหนดไว้ โดยการนำผลการบันทึกหลังแผนการจัดกิจกรรมทั้งหมดมาประมวลผลวิเคราะห์ และสรุปอย่างน้อยได้ผลสรุป ดังนี้ 
๑) ผลที่เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของแผนที่กำหนดไว้ทุกข้อ ว่าแต่ละข้อ มีผลอย่างไร จำนวนเท่าใด ค่าสถิติเป็นอย่างไร มีความก้าวหน้าโดยรวมของแผนอย่างไรเท่าใด เป็นต้น
๒) ปัญหาที่พบจากการจัดกิจกรรมการสอน มีประเด็นอะไรบ้าง จัดลำดับความสำคัญ ๓.แนวทางแก้ไขให้ดีขึ้นหากจะจัดครั้งต่อไป และนำไปเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนครั้งต่อไป จุดเด่นนำไปเป็นต้นแบบ และจุดอ่อนนำไปปรับแก้

๕. สรุป
งานครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน มีทางเดินอยู่ ๒ ลักษณะ คือ ๑. การจัดการเรียนรู้รายวิชาตามหลักสูตรสถานศึกษา ในฐานะครูปฏิบัติการสอนในชั้นเรียน หรือ ๒. การจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นการจัดกิจกรรมทั้งโรงเรียน ซึ่งเป็นไปตามสภาพความต้องการของโรงเรียนที่ไปปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนส่วนใหญ่มีครูประจำการสอนสาระหลักสูตรอยู่แล้ว ครูพระจึงเหมาะที่จะเลือกทางเดินที่ ๒ คือการสอนด้วยกิจกรรม  เพราะสามารถสอนนักเรียนได้ทั้งโรงเรียน เหมาะสมทั้งห้วงเวลา และศักยภาพของครูพระปัจจุบัน