วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนกับการกู้สังคมพุทธ

            ๑. ความนำ : สังคมไทยเป็น "สังคมพุทธ" ใช่หรือไม่

          แม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วนับครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมาถึงปัจจุบันเป็นฉบับที่ ๑๑ (๒๕๕๔-๒๕๕๙) ที่ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่ง แต่ผลการพัฒนาที่ผ่านมาจะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เห็นความเจริญในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทุ่มเทงบประมาณอย่างมหาศาล ได้แก่ ถนน การสื่อสารคมนาคม ไฟฟ้าที่เป็นความเจริญด้านวัตถุ แต่ผลการพัฒนาทางสังคมด้านคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมยังขาดระบบและความเอาใจใส่ที่จริงจัง 
          ชาติไทยในอดีตนับแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา ที่นี่ประเทศไทย เป็นแหล่งที่มั่นทางศาสนาพุทธมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแทนอินเดียที่เสียทีมั่นไปเมื่อมุสลิมเข้าครอง มีการกวาดล้างชาวพุทธและเผาแหล่งวิทยาการรวมทั้งมหาวิทยาลัยนาลันทาจนสิ้น พระพุทธศาสนามาเจริญที่ลังกาและสุโขทัยในเวลาต่อมาจนปัจุบัน 

          และเป็นที่น่ายินดีที่ประเทศไทยได้รับเลือกจากองค์การสหประชาชาติให้เป็นที่ตั้งของ สำนักงานพระพุทธศาสนาโลก” ด้วยประชากรนับถือศาสนามากว่าร้อยละ ๙๕ 
          
          วัดในพระพุทธศาสนา มากกว่า ๓ หมื่นแห่งและพระอีกกว่า ๓ แสนรูปทั่วประเทศ ถือว่าเป็นสถาบันหลักของการพัฒนาสังคมไทย และเป็นรากแก้วที่สำคัญในการสืบสานเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม นอกจากจะเป็นที่บวชเรียนเรียนเขียนอ่านหนังสือและการศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ยังให้การอบรม สั่งสอน กล่อมเกลาปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม การฝึกวิชาอาชีพให้แก่คนและชุมชน เช่น วิชาช่าง ศิลปะ การกีฬา และอื่นๆ 


ระบบสังคมต้องอาศัยคุณธรรมและศีลธรรมเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของสังคมด้านความเชื่อ วิถีชีวิต รูปแบบการดำเนินชีวิต คลื่นกระแสด้านทุนนิยม วัตถุนิยม และการเอาชนะธรรมชาติตามแบบตะวันตก ส่งผลกระทบต่อสังคมพุทธหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
      
           วัดจึงเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย จารีตประเพณีเป็นสิ่งบ่งบอกความเป็นพุทธ ตัวอย่างง่ายๆ คือการไหว้ที่คนไทยจะแสดงความเคารพด้วยการนำดอกไม้ใส่จาน ๕ คู่ ๘ คู่ ที่เรียกว่าขัน ๕ ขัน ๘ ต่อผู้ใหญ่ และขัน ๑๐ เมื่อไปกราบพระสงฆ์ และดอกไม้ ๕ คู่ แสดงด้วยการไหว้ด้วยมือที่มีนิ้วทั้วสิบประนมไหว้แทนดอกไม้ทั้ง ๕ คู่นั่นเอง 

          ดังนั้น ทั่วคนไทยประเทศ มีการไหว้แสดงความเคารพรักด้วยมือแทนดอกไม้ จะไม่ถือว่า ไทยแท้จริงแล้วเป็นสังคมพุทธ” ได้อย่างไร 

แก่นความเป็นสังคมพุทธคืออะไร
ความเชื่อทางตะวันออก คือ...ความรัก เอื้อเฟ้อ เผื่อแผ่ ร่มเย็นเป็นสุข...เพราะอยู่ในเขตร้อน และเป็นครอบครัวใหญ่ (ชาวตะวันตกมักใช้คำว่า "สันติและอบอุ่น" ที่มาจากความหนาวเหน็บและความไม่น่าไว้ใจ)
ภาษาอีสาน คือ...ฮักแพงแบ่งปัน (จากคนอีสานเป็นคนที่เป็นมิตรมีน้ำใจเป็นวิถีชีวิตเดิม)

ความเป็นสังคมพุทธแท้ จะคงอยู่ จะเบี่ยงเบนและล่มสลาย อะไรคือ "ปัจจัยความเสี่ยง" (Risks)

๒. อะไรคือภาวะเสี่ยงที่จะเข้ามากัดกร่อนสังคมพุทธ  
     ลองหาคำตอบดูว่า...เรากำลังมีความคุ้นเคยและยินดีกับภาวะเช่นนี้ใช่หรือไม่

....ค่านิยมความมั่งคั่ง(เงินและวัตถุ)แทนความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน(ที่เป็นต้นทุนเดิม)
....ค่านิยมระบบการแข่งขันเอาเปรียบมากกว่าร่วมมือ
....วัฒนธรรมที่จะเอา (Take) มากกว่าการให้ (Give) (แม้เพียงน้ำใจ)
....วัฒนธรรมการบริโภค มากกว่าการเก็บออม
....ค่านิยมการทำลาย มากกว่าการอนุรักษ์
....ค่านิยมการเห็นแต่ประโยชน์ตน มากกว่าส่วนรวม(แม้ญาติ)
....การเห็นแก่หน้า มากว่าการรักษากฎ กติกาทางสังคม
....การขาดความกล้า (หาญ) ที่จะค้นหาคนดี ด้วยเส้นแบ่งระหว่างศีลธรรมและอำนาจเงิน
....รักแสวงหาอำนาจเหนือคนอื่น (Authority) มากกว่าสร้างบารมี (Power) ที่ได้มาด้วยใจ
....และ..............................................(หรืออื่นๆ)

                                               .....หากมีเพียงข้อเดียวก็เป็นภาวะเสี่ยง (Risk) แล้ว

๓. ปัจจัยที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมพุทธ ได้แก่อะไร
๑)  ขาดทิศทางอนาคตและระบบการพัฒนาประเทศในระยะยาว
๒)   รัฐบาลขาดเสถียรภาพ เปลี่ยนแปลงบ่อย
๓)    ราชการอ่อนแอ แสวงหาอำนาจ ตำแหน่ง และการฉ้อราษฎร์บังหลวง
๔)   การศึกษาอบรมกล่อมเกลาทางสังคมขาดการบูรณาการ
๕)   การขาดระบบประกันความเสี่ยงของสังคมพุทธ การบิดเบือนเบี่ยงเบนหลักธรรมคำสอน ใช้เครือข่ายสมาชิกที่มุ่งเป้าหมายความมั่งคั่งทรัพย์สินทางวัตถุ
๖)   โลกาภิวัตน์ (Globalization) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โลกไซเบอร์ (Cyber Space) เกิดสังคมออนไลน์ (Social Network) เทคโนโลยีเยื่อแก้ว(Glass Technology)

 ๔. แนวโน้มสังคมไทยในอนาคต
๑) การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.2558 มีการเลื่อนไหลแรงงานเสรีในกลุ่ม
๒) เกิดครอบครัวเดี่ยวและมีขนาดที่เล็กลง สัมพันธภาพของคนในครอบครัวน้อยลง
๓) โครงสร้างอายุประชากรเปลี่ยนแปลง ในอีก  20  ปีข้างหน้า กล่าวคือ สัดส่วนของประชากรวัยเด็กจะลดลง  แต่สัดส่วนของประชากรวัยแรงงาน และวัยสูงอายุจะเพิ่มสูงขึ้น
๔) โครงสร้างการผลิตจะมีการเปลี่ยนแปลง จากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น อาศัยเทคโนโลยีระดับกลางและระดับสูงเพิ่มมากขึ้น การเกษตรจะเน้นการผลิตพืชผลที่ไม่ต้องใช้เนื้อที่ในการเพาะปลูกมากเหมือนพืชหลักชนิดเดิม ส่วนภาคอุตสาหกรรมจะเน้นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมส่งออกมากขึ้น
- เกิดภาวะความเครียด ซึมเศร้า ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ มีแม่เลี้ยงเดี่ยวมากขึ้นจากปัญหาการหย่าร้างที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่ครอบครัวจะมีผู้สูงอายุกับเด็กมากขึ้น และเป็นภาระของผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงดูเด็กมากขึ้นเช่นกัน
- จากสถานการณ์จากภัยพิบัติต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาการเงินในการปรับปรุงที่อยู่อาศัย และการทำมาหากิน ภาวการณ์ถูกเลิกจ้าง ว่างงาน อีกมากมาย

๕. แนวโน้มในการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ได้แก่
๑) การพัฒนาสังคมจะให้ความสำคัญแก่การพัฒนาคนมากขึ้น แทนที่จะมุ่งลงทุนพัฒนาบริการสังคมอย่างที่เคยทำมาแล้ว
๒) การพัฒนาสังคม จะมองภาพการพัฒนาเป็น สังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะพยายามพัฒนาเป็นด้านๆ
๓)   การพัฒนาสังคมจะกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเป็นสังคมส่วนรวมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน สามารถวัดผลได้ เช่น การกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติ ในรูปของเกณฑ์วัดความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) โดยมีกลไกของการพัฒนาสังคมดังนี้
(๑)     ชุมชนจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมมากขึ้น
(๒)    องค์กรเอกชนจะมีบทบาทในการพัฒนามากขึ้น
(๓)    การประกันสังคม ซึ่งเป็นการร่วมกันออกค่าใช้จ่ายแบบไตรภาคี จากรัฐบาล นายจ้างและลูกจ้าง จะมีบทบาทในการพัฒนาสังคมมากขึ้น ทั้งในด้านการคุ้มครองและการให้ผลประโยชน์ทดแทนต่าง ๆ
            จากแนวคิดการพัฒนาในปัจจุบันที่มุ่งเน้นพัฒนาคนโดยพัฒนาจิตใจและพัฒนาศักยภาพของประชาชน เนื่องจากคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่ายิ่งในการพัฒนา ประชาชนในชาติจะต้องมีคุณลักษณะเรื่องการมีเหตุผล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์ปัญหา และการทำงานอย่างเป็นระบบ รู้จักพึ่งตนเอง และมีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้เป็นสังคมไทยที่มีความงดงามที่มีความต่างด้วยวิถีชีวิต ขนบประเพณี อาหาร การแต่งกาย ความเป็นอยู่ที่มีความสงบร่มเย็นในอนาคต 

            สังคมพุทธถือเป็นต้นทุนทางสังคมที่มีคุณค่าที่สุดที่จะส่งผลให้การพัฒนาสู่ความสำเร็จตามแนวโน้มที่กล่าวไว้ และถือว่าวัดและพระสงฆ์ถือได้ว่าเป็นต้นทุนหลักที่มีความพร้อมและกระจายอยู่เต็มแผ่นดิน มีความพร้อมและเหมาะสมที่สุดในการพัฒนาสังคมไทยให้อยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืน

            พระสงฆ์ปัจจุบัน ได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น นอกจากจะเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์แล้วยังเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นได้อีกด้วยโดยเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา จึงสมควรที่จะได้เลือกพระสงฆ์เหล่านั้นมาเป็นครูพระประจำในโรงเรียนเหมือนอย่างการให้มีนักบวชประจำโรงเรียนในประเทศนิวซีแลนด์ 

            สังคมไทยปัจจุบัน ยังคงมีความศรัทธาในวัดและพระสงฆ์ ยังมีความเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้นำแห่งศรัทธาสรา้งคุณธรรม จริยธรรม จึงเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่จะขจัดความเสี่ยง อย่างน้อย ๙ ประการข้างต้นได้ ให้พระเป็นผู้นำในการบ่มเพาะ ปลูกฝัง กล่อมเกลาให้เยาวชนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีสู่สังคม สู่สังคมพุทธที่ยั่งยืน

ขับรถเมืองไทยไม่ใส่ใจ ไม่ได้แล้ว

ขับรถเมืองไทยไม่ใส่ใจ ไม่ได้แล้ว...ว่ามั้ย? บ้านเรารถชุมมากกว่าที่คิดแล้ว แทบทุกบ้านนิยมมีรถและหลายคัน ถนนจึงเป็นที่รวมภัยจนกล...