วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การปฏิรูปการศึกษา

ประเด็นและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

           เคยปฏิบัติงานด้านการศึกษามาโดยตลอด เห็นว่าหากการจัดการศึกษาที่ถือเป็นการสืบทอดมรดกสังคม[1] ความรุ่งโรจน์และอัตลักษณ์ชาติ ความหลากหลายในจารีตวัฒนธรรมเป็นความงดงามของชุมชนโลก หลายชาติก็เป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยความห่วงใย ปรารถนาอย่างน้อยได้เสนอวิธีคิดเพื่อการปฏิรูปการศึกษา น่าจะเป็นประโยชน์ บางประเด็นได้เคยเสนอต่อผู้ตรวจการกระทรวงศึกษาธิการแล้วคงเห็นว่าไม่สำคัญจึงไม่มีผลแต่อย่างใด เห็นว่าที่เป็นอยู่ ไม่อาจทันการเปลี่ยนแปลงที่รุกเข้ามาทุกวัน การปฏิรูปเป็นช่องเดียวที่เคยใช้ความพยายามมานานตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ น่าจะเกิดผล เพราะการสร้างท่อหรือลู่ที่ดีก็คงเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว หาไม่คงต้องเตรียมตัวเป็นลูกไล่ของชาติมหาอำนาจที่คอยโอกาสอยู่ต่อไป
การนำเสนอ เป็นลักษณะเปิดต่อคณะกรรมการปฏิรูปและผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมทั้งการนำขึ้นไว้ในเว็บบล็อกด้วย อาจนอกกรอบบ้าง ขอเป็นพลังคิดแสวงหาในสิ่งที่ดีน่าจะเป็นคุณต่อชาติ มีที่มาและที่ควรไป ดังนี้
๑. หลักคิดสู่การปฏิรูป
ก. ปัจจัยต้นทุน ที่เอื้อต่อการปฏิรูปและพัฒนาการศึกษา
๑)     ประเทศไทย มีชัยภูมิที่ดีที่สุดด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคมของชุมชนโลก
๒)    มีเอกลักษณ์ แสดงให้เห็นจากธงไตรรงค์ที่มีความชัดเจนและงดงามยิ่ง
๓)     มีความหลากหลายทางกลุ่มสังคม ขนบประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เก่าแก่
๔)     อยู่ในเขตภูมิอากาศเขตมรสุม อุดมด้วยพืชพรรณ มีความหลากหลายทางชีวภาพที่พัฒนาเป็นศูนย์อาหารและยาสมุนไพรของโลก ทรัพยากรธรรมชาติมีความสมบูรณ์และสวยงาม
ข. ปัจจัยปัญหา อย่างน้อย ได้แก่
๑)     การด้อยคุณภาพผู้เรียนจากการประเมิน ONET, PISA, TIMMS
๒)    คุณภาพครู และอัตรากำลังกำลังถูกถ่ายโอนจากการเกษียณอายุที่รุนแรงในปี ๒๕๖๒
๓)     การบริหารจัดการ ระดับปฏิบัติ - โรงเรียนถูกควบคุมที่ยาวไกลสร้างปัญหาการบริหารจัดการ
๔)     จำนวนผู้เรียนลดลงจาการควบคุมอัตราการเกิด โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่ม
๕)     หลักสูตรการจัดการเรียนรู้ขาดทิศทางในการใช้ระบบคุณภาพ และการกำกับ
๖)     สังคมโลก โครงสร้างประชากรมีการเปลี่ยนแปลงที่มีความรุนแรงส่งผลต่อค่านิยม และวัฒนธรรม

๒. ประเด็น / เ­ป้าหมาย และทิศทางการปฏิรูป

๗ ประเด็นหลัก
ทิศทาง / ข้อบ่งชี้ / รายละเอียด / เหตุผล

๑.   ทิศทางการศึกษาสู่ความเป็นผู้นำในชุมชนโลก อาทิ
-ด้านการค้า
-อุตสาหกรรม
-การเกษตรกรรม
-อาหาร
-เทคโนโลยี
-วัฒนธรรม
-การท่องเที่ยว- -
- .........

ก. ปัจจัยต้นทุน

๑)     ประเทศไทยตั้งอยู่ในชัยภูมิคลาสสิค (Classical Landform) หรือ ฮวงจุ้ยดีที่สุดของโลก เป็นศูนย์กลางโดยธรรมชาติ ระหว่างประเทศทางทิศตะวันออก ๓ ทวีป และตะวันตก ๒ ทวีป โดยไม่รวมเอเชียซึ่งมีหลายภูมิภาค (ตย.ปักกิ่ง-จีนถือว่ามีตำแหน่งฮวงจุ้ย ดีที่สุดของจีน)
๒)    อยู่ในเขตมรสุมภูมิอากาศ มีความหลากหลายทางชีวภาพและพืชพรรณหลากชนิด เหมาะแก่การเป็นแหล่งอาหารและยาแก่โลก
๓)     เป็นแหล่งอารยธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 ข. แนวทาง

๑)     กำหนดเด็กตามเกณฑ์ให้เป็นสมบัติของรัฐที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ   ตย.กรีกโบราณเริ่ม ๗ ขวบฝึกฝนให้เป็นพลเมืองที่ดี (พละ-กำลัง)

ที่ต้องรับการดูแลให้การศึกษาอย่างเข้มข้นในภาคบังคับปลูกฝังลักษณะนิสัยความเป็น “คนไทย” ที่กล้าหาญ เป็นผู้นำ ใฝ่เรียนรู้ สู้ชีวิต มีคุณธรรม คิดวิเคราะห์ เน้นการสร้างงานสร้างงานสร้างอาชีพตามความสามารถได้ จัดอาชีพรองรับเมื่อจบ (ตย.เยอรมนี)

๒)    หลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้
ที่เน้นการทักษะด้านภาษา ทักษะการคิด การวิเคราะห์และการสื่อสารในภาคเช้า ­­การปฏิบัติภาคสนามในภาคบ่ายที่ส่งเสริมการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ­­การค้นพบศักยภาพตนและฐานทางวัฒนธรรม การคิดวิเคราะห์ค้นพบสร้างนวัตกรรมใหม่และเทคโนโลยี ตลอดจนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและชุมชน

๓)    จัดการศึกษาเพื่อการมีงานทำในการศึกษาภาคบังคับ/ขั้นพื้นฐาน/และสายอาชีพ ส่งเสริมโอกาสศึกษาต่อ (ป.ตรีและสูงขึ้น) สำหรับพัฒนาอาชีพแก่ผู้มีงานทำแล้ว(เหมือนสิงคโปร์) แก้ปัญหาจากการผลิตบัณฑิตล้นตลาด การลงทุนของระดับครอบครัว และโอกาสการมีครอบครัวในวัยเจริญพันธุ์ เพื่อได้ประชากรคุณภาพแก่ชาติและความสมดุลของวัยประชากร


๒. แผนการศึกษาแห่งชาติ และพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ ๒๕๔๒

ก.ปัจจัยความเสี่ยง

๑) การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน ที่อนาคตอันใกล้จาก Glass Technology-2025, Disruptive Technology - 2030 (Tony Seba)

๑) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การให้ความสำคัญวัยเจริญพันธุ์ต่อการผลิตประชากรที่มีคุณภาพ

๒) การลงทุนทางการศึกษาที่สูงของครัวเรือน การแข่งขันเพื่อจบอุดมศึกษา เกิดธุรกิจการศึกษา มุ่งระดับปริญญา แต่ยอมทำงานในระดับวุฒิที่ต่ำกว่า


ข. แนวทาง

๑) ระดับการศึกษา
     ระดับชั้นเรียนควรเรียกเป็นระดับ (level 1,2,3…12 ) แทนคำว่า “ประถมและมัธยม” เพราะเป็นสิ่งแบ่งแยกสร้างองค์กรใหม่สร้างความแตกแยก
๒) กำหนดช่วงชั้นที่ที่ชัดเจน ที่รัฐต้องจัดการดูแลในระดับเข้มเพื่อปลูกฝังให้เป็นพลเมืองคุณภาพและมีทักษะชีวิตที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะวัยต้นจนถึงวัยรุ่นตอนต้นที่มีความเสี่ยงสูงมาก 

๓) ระดับอาชีวะ เป็นการศึกษาเพื่อเป็นไปตามความต้องการของสถานประกอบการณ์ ประกอบอาชีพ สร้างงานสร้างธุรกิจตน มีกรอบวินัยและแนวทางคุมพฤติกรรมที่พึงประสงค์



๓. ปีการศึกษาและปีงบประมาณ-เจ้าปัญหา

- ควรเป็นปีเดียวกัน


ก. ปัจจัยข้อบ่งชีและความเสี่ยง

๑)     ปีการบริหารของรัฐและปีการศึกษาขาดความสอดคล้องในการวางแผนตั้งแต่ระดับนโยบาย ถึงระดับส่งผ่านและระดับปฏิบัติ

๒)    การจัดทำแผนพัฒนา(Strategic Plan) แผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีขาดความสอดคล้องกัน ระหว่างระดับกระทรวงศึกษาธิการ ระดับหน่วยงานกำกับ(Intermediate Office) และระดับโรงเรียน ที่ทำแผนไปคนละทิศละทาง เมื่อปีงบประมาณที่ใช้ในระดับนโยบายไม่ตรงกับปีการศึกษาของระดับปฏิบัติ-โรงเรียน

          กล่าวคือ สถานศึกษารับนักเรียนเดือนเมษายน เปิดเรียนในเดือนพฤษภาคม ส่งข้อมูลนักเรียนเดือนมิถุนายน ต้องรอการอนุมัติงบประมาณในเดือนตุลาคมตามปีงบประมาณ แต่ได้รับการจัดสรรเงิน อย่างเร็วคือ ห้วงเดือนธันวาคมถึงมิถุนายน ซึ่งบางรายการช้าเกือบชนปีงบประมาณใหม่ ส่งปัญหาการทุจริตจากความการเร่งรีบได้

ข. แนวทาง

    ๑) กำหนดปีงบประมาณและปีการศึกษาที่สอดคล้องกันและสัมพันธ์กับปีการผลผลิตทางการเกษตรกรรมทำนา (เพื่อฐานการผลิตระดับครัวเรือน)

    ๒) กำหนดรอบปีการศึกษาที่ชัดเจน ตั้งแต่วันเริ่มต้นถึงวันสิ้นสุด ให้สอดคล้องกับปีงบประมาณ เนื่องจากปัจจุบันห่างกันถึง ๘ เดือน การวางแผนและการกำกับย่อมไร้ประโยชน์
      เมื่อ - “แผน หมายถึง สะพานที่จะเดินไปสู่อนาคต”


๔. โครงสร้างการบริหารจัดการ
๔.๑ ระดับส่วนกลาง


ก. ปัจจัยเสี่ยง

๑) การจัดองค์กรที่ขาดเอกภาพ (Unity) ปลัดกระทรวงขาดอำนาจการบริหารจัดการ การกำกับขับเคลื่อน ดูแลให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวง เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นอิสระเหนืออธิบดีที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี
๒) การวางแผนยุทธศาสตร์กระทรวงและงบประมาณทุกระดับไร้ทิศทางและเกิดเป็นเบี้ยหัวแตก

ข.แนวทาง
๑) ส่วนกลาง
    (๑) จัดโครงสร้างการบริหารของกระทรวง แบบ Single Command และสอดคล้องกับทฤษฎีองค์การ (Org. Theory) ภารกิจขององค์กรส่วนกลางคือการกำกับนโยบาย การจัดสรรงบประมาณและการประเมินคุณภาพเป็นสำคัญ
    (๒) มีหน่วยงานจากส่วนกลางไปประจำตามภูมิภาคหรือจังหวัดทั่วประเทศ หน้าที่เน้นด้านนโยบาย การกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพของหน่วยปฏิบัติระดับท้องถิ่น
    (๓) มีการวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง


๒) ระดับส่งผ่าน/ดูแลกำกับ (Intermediate Office)
    มีองค์ระดับจังหวัดส่วนกลางประจำในภูมิภาค เพียงองค์กรเดียว –  Educational Office
๑) บทบาทหน้าที่
    ๑.๑) เป็นต้นกำลังส่งผ่านนโยบายสู่ระดับปฏิบัติในระดับภูมิภาค
    ๑.๒) กำกับดูแล ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตร กิจกรรมการศึกษา การนิเทศการบริหารจัดการโรงเรียนและชั้นเรียน
    ๑.๓) ตรวจติดตาม ประเมินตามนโยบาย ศึกษาวิจัยการพัฒนาการศึกษา
๒) มีคณะบุคคลจากภาคีและใช้หลักธรรมบาลในการบริหารจัดหาร และกำหนดนโยบายการศึกษาของจังหวัด

(หากคงสภาพ สพป.สพม ในระดับจังหวัดอย่างเป็นอยู่ นอกจากจะเป็นเบี้ยหัวแตก สิ้นเปลืองคน-งบประมาณ และมีจุดอับในเชื่อมโยงและการกำกับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ยังไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ พบแต่ความแตกแยกที่ไม่อาจบูรณาการกันได้ทั้งหน่วยงานและสถานศึกษา)


๔.๒ ส่วนท้องถิ่น


๑) สถานศึกษา  

    (๑) โรงเรียนเป็นของรัฐและเป็นนิติบุคคล แต่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของชุมชนท้องถิ่น ในการจัดการเรียนรู้แก่เด็กในเขตบริการ ตามนโยบายรัฐและหลักสูตรสถานศึกษา
    (๒) มีคณะผู้จัดการ (Trustee) จากชุมชนมาดูแลจัดการศึกษาตามนโยบายรัฐ มีอำนาจในการสรรหาผู้บริหารและผู้บริหารสรรหาครูมืออาชีพ (ใช้ในนิวซีแลนด์) ต่างจากกรรมการ (Committee) ที่พบว่าเป็นเสมือนตรายาง ไม่ได้รับคามสำคัญพอ
    (๓) องค์กรท้องถิ่น (เทศบาล) เป็นองค์กรสนับสนุนด้านงบประมาณและกิจกรรมการบริหารจัดการศึกษา รับผิดชอบในการส่งเสริม อบรม กำกับการบริหารจัดการจัดการศึกษาตามนโยบายรัฐ
  

๕. หลักสูตร

ก.ปัจจัยเสี่ยงและสภาพปัญหา

   ๑) การจัดหลักสูตรแบบกลุ่มสาระสร้างปัญหาการบริหารจัดการและกระบวนการจัดการเรียนรู้ในระดับประถมศึกษาที่ติดอยู่ในกรอบตั้งแต่ผู้สอน ผู้บริหาร และรวมถึงความด้อยบูรณาการของเขตพื้นที่ ส่งผลต่อคุณภาพ   
   ๒) หลักสูตรที่เน้นทักษะที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชาติที่มุ่งการเรียนอย่างเข้มข้นในชั้น
      -เพื่อพัฒนาสมองซีกซ้ายพร้อมกับลงมือเพื่อพัฒนาวิธีคิดของสมองซีกขวา


หลักสูตรกลาง

ข.แนวทาง
๑) หลักสูตรกลางกำหนดวิชาหลัก สาระ และกรอบไว้กว้างๆ สั้น กระชับ เป็นแนวเดียวกัน และมีการพัฒนาหลักสูตรในระดับให้ท้องถิ่น

๒) เป็นหลักสูตรที่สนองจิตวิทยาพัฒนาการ ด้านสมองซีกซ้าย ซีกขวา บุคลิกภาพ (คุณสมบัติที่พึงประสงค์), วัย, เพศ และทักษะชีวิต ครบถ้วนทั้งศาสตร์และศิลป์ ตามระยะเวลาที่บังคับ

๓) จุดเน้นหลักสูตร

(๑)   ด้านวิชาการ การสื่อสาร(ภาษา)และการคิด(คณิตศาสตร์) ที่ต้องใช้ห้องเรียนในภาคเช้า
ระดับ 1, 2 และ 3 เน้นการอ่านเขียนคล่อง และพัฒนาบุคลิกภาพ ทักษะและศักยภาพ
(๒)  ในระดับที่ 4 (อายุ ๑๐ ปี) ขึ้นไปด้านพัฒนาการ ทักษะ การเสาะแสวงหา การทดลอง การค้นคว้า ฝึกฝน อันเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์และธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นและชาติ
(๓)  เน้นการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและทำงาน กิจกรรม โครงงานอาชีพ การสร้างรายได้ระหว่างเรียน (ขับเคลื่อนโดยสมาคมผู้ปกครอง)-การส่งเสริมฐานะรายได้ระดับครอบครัว
(๔)  ส่งเสริมการศึกษา ระดับตลาดแรงงานช่างฝีมือและอาชีพอิสระ ส่งเสริมการศึกษาต่อเมื่อมีงานทำแล้ว


๖. การปฏิบัติงานและบริหารจัดการคุณภาพทุกระดับ

ใช้ระบบคุณภาพเพื่อการทำงาน

-          นำระบบที่เป็นรูปธรรมสู่การปฏิบัติจริงทุกระดับ ตั้งแต
ระดับนโยบาย
ระดับส่งผ่านจนถึง
ระดับชั้นเรียน และ
แสดงผลเชิงประจักษ์ได้ทุกปี

๑) ทฤษฎีคุณภาพไทย คือ
          (๑) องค์สามของในหลวง
          เข้าใจ -เข้าใจงาน เข้าใจตน
          เข้าถึง - เข้าถึงหลักคิด ทฤษฎี องค์ความรู้
          พัฒนา - ต่อยอดหลักคิด ทฤษฎี และองค์ความรู้
(๒) วงจรคุณภาพสากล คือ
                Deming / PDCA – Model


๗. ครู

เมื่อสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง School – โรงเรียน

ผู้บริหาร – ครูใหญ่
เมื่อ หมายถึง Master / Principal มากกว่า Director
ควรเป็น ครูใหญ่

ผู้สอน – ครู
๑.      เมื่อหมายถึง Teacher มากกว่า Instructor
ควรชื่อว่า “ครู” มากกว่า “อาจารย์”
๒.     ควรรับสมัครจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถทั้งครูศาสตร์ และครูศิลป์ (ครูศิลป์ควรมีทุกสถานศึกษา) ผ่านการอบรมวิชาชีพครูตามเกณฑ์ที่กำหนด
๓.     สร้าง-ส่งเสริมการเป็นครูมืออาชีพ จัดการเรียนรู้ที่ฝึกผู้เรียนคิดวิเคราะห์และปฏิบัติจริง
๔.     คุรุสภา เป็นองค์กรกลาง ดูแลสวัสดิการครูตลอดชีวิต







[1] Albert Einstein. Out of My Later Years : Idias and Openions P.60 (https://namnews.files.wordpress.com/2012/04/29289146-ideas-and-opinions-by-albert-einstein.pdf) 

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การบริหารความเสี่ยงในการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน


วามเสี่ยง เป็นสภาวะที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย บาดเจ็บ สูญเสียและเกิดผลลบจาการทำงาน[1] เป็นความสำคัญยิ่งของการบริหารจัดการแนวใหม่ (NPM) เป็นแนวทางเชิงรุกเพราะได้กระทำกับปัญหาด้านคุณภาพผู้เรียนในสถานศึกษาอย่างมีสติ
หากถือเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแท้จริงแล้ว ใครจะเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้ในชั้นไม่มีความเสี่ยงแฝงเร้นอยู่ เสมือนสนิมที่คอยโอกาสในเนื้อเหล็ก ผู้ปกครองทั้งหลายก็ชอบที่จะเชื่อมั่นให้ครูอบรมสั่งสอนลูกหลานเด็กแทนตน ให้เป็นบ้านหลังที่สองหรือเป็นพ่อแม่คนที่สอง ผู้บริหารและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูจึงมีความสำคัญยิ่ง
 แล้วความเชื่อมั่นในคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยมักพบว่าผู้บริหารโรงเรียนและครูจำนวนไม่น้อยที่ให้บุตรของตนไปเรียนในสถานศึกษาอื่นที่เห็นว่าน่าจะมีคุณภาพกว่า  ทั้งที่พยายามอ้างว่าสถานศึกษาตนมีการพัฒนา มีบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยฐานะสูงโดยจำนวนไม่น้อยมีการศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ถือว่ายังขาดความเชื่อมั่นและมีภาวะเสี่ยงแฝงอยู่  ปล่อยให้บุตรหลานในชุมชนผู้ด้อยโอกาสรับไป สภาพเช่นนี้ กล่าวได้ว่า ผู้เรียนได้รับความเสี่ยงแน่นอน

อะไรคือความเสี่ยงของผู้เรียน?
แค่สองประเด็นนี้ ถือว่า เจ็บปวดมากพอ
1. การจัดการเรียนการสอนที่ขาดคุณภาพ ไร้ทิศทาง
2. ครูทิ้งชั้นเรียน ละเลยความรับผิดชอบ เอาใจใส่กับผู้เรียน ความมุ่งมั่น การมีจิตวิญาณ

จะแก้ความเสี่ยงอย่างไร?
สามารถแก้ได้ง่ายโดยการนำวงจรคุณภาพลงให้ถึงชั้นเรียน จากการกำหนดกรอบวิธีการทำงานจากผู้อำนวยการสถานศึกษาที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาไปสู่มาตรฐานการศึกษาชาติ ทั้ง 3 ประการ ที่ถูกกำหนดมาเป็นเวลาหนึ่งทศวรรษแล้ว อันเป็นเงื่อนไขสำคัญระดับชาติเป็นตัวตั้ง นำสู่เงื่อนไขระดับปฏิบัติการ อย่างน้อยได้แก่
เงื่อนไขระดับสถานศึกษา ผู้บริหารและทีมงาน
เป็นสิ่งที่ผู้อำนวยการและผู้เกี่ยวของควรแสวงหาด้วยวิธีคิด (Paradigm-กระบวนทัศน์) ให้เหมาะกับสภาพสถานศึกษา อย่างน้อย ควรมีเงื่อนไขระดับสถานศึกษา ดังนี้
1.      การกำหนดปีการศึกษา (ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแท้จริงแล้ว ปีการศึกษาเริ่มต้นเมื่อใดและสิ้นสุดเมื่อใด อนุมานเอาเองว่า 1 พฤษภาคม – 30 เมษายน น่าจะพอทำให้งานเดินได้) เมื่อจะมีการเปิดเรียนเป็นทางการในวันที่ 16 พฤษภาคมเพราะยังไม่ปรับกับประชาคมอาเซียน เพื่อให้เป็นลู่วิ่งมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด
2.      มอบหมายกำหนดภาระงานครูและวางแผน ทั้งแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ ซึ่งปกติก็ทำอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่พบก็คือ ปีการศึกษาและปีงบประมาณไม่ตรงกัน งบประมาณรายหัวที่จำเป็นต้องใช้ในวันเปิดเรียนเดือนพฤษภาคม ก็ต้องรอไปนานกว่าครึ่งปี แต่จำเป็นต้องให้แผนสู่การปฏิบัติได้อย่างสมจริง
3.      การกำหนดวันทำการโรงเรียน ได้แก่
1. วาระโรงเรียน (School Agenda[2]) ซึ่งหมายถึงวาระที่เป็นห้วงเวลาอันสำคัญที่จะต้องจัดประชุมปฏิบัติการสำคัญที่จะต้องแสวงหาข้อตกลง การติดตาม และสรุปประเมินผลงาน ให้เห็นว่าสถานศึกษามีชีวิต มีจังหวะในการทำงาน เห็นภาพการเริ่มต้น การเคลื่อนไหวและความสำเร็จที่ตรงกันทุกฝ่ายจากวาระที่กำหนด
2. ปฏิทินโรงเรียน (School Calendar) กำหนดวันปฏิบัติงานไว้ตลอดปี อย่างน้อยให้มีวันเรียนตามกรอบหลักสูตรที่กำหนดไว้ 200 วัน (40 สัปดาห์) ให้ชัด ประกันความเสี่ยงการใช้เวลาเรียนไปทำอย่างอื่น ที่พบได้แก่ วันเด็กที่มักจัดในวันศุกร์ วันแม่ และอื่นๆ อาจพิมพ์แจกหรือบรรจุไว้ในเว็บของโรงเรียนเพราะทำง่าย


เงื่อนไขสำหรับครู
ที่ผ่านมาครูมีภาระงานคู่ คือ งานหลักคือการสอน และงานสนับสนุนได้แก่งานโครงการพัฒนาต่างๆ ของสถานศึกษา

ภาระงานหลัก คือ งานสอน ควรกำหนดให้ครูได้เดินทางด้วยวงจรคุณภาพ คือ

P – Plan คือ การวางแผนหลักสูตร
เป็นการทำหลักสูตรรายวิชา (ระดับมัธยม) หรือ หลักสูตรชั้นเรียน (แบบบูรณาการ-สำหรับระดับประถมศึกษา ที่มิอาจแยกสาระได้เนื่องจากครูมีจำกัด)
          มาจากคำว่า Syllabus ที่แปลว่า “หลักสูตร” เป็นคำว่า กำหนดการสอน (กรมสามัญเดิม) หน่วยการสอน (สพฐ.) ประมวลการสอน (อุดม-เดิม) รายละเอียดการสอน (มคอ.3 – อุดม) แต่จะใช้คำใหนก็ใช้ไปก่อนเถอะ ให้ครูทำ Syllabus (หลักสูตร)ได้ เป็นอันใช้ได้แล้ว
          เป็นการจัดทำหลักสูตรเพื่อการสอน เป็นเสมือนเค้าโครง โครงการสอน แผนการสอนรายเทอม/รายปี มีการกำหนดเนื้อหา จำนวนคาบ วันเดือนปี และสาระที่จำเป็น เช่น ข้อตกลง (House rules) การจัดกลุ่มผู้เรียน วิธีการประเมิน ที่จำเป็นให้ผู้บริหารและผู้เรียนได้ทราบ
          หลักสูตร จึงเป็นสิ่งแรกที่ครูจะต้องทำให้เสร็จก่อนเปิดเทอม เป็นหลักประกันความเสี่ยงขั้นต้น และไม่ควรที่จะอนุญาตให้ครูเข้าชั้นโดยที่ยังไม่ดำเนินการให้สำเร็จ

            D - Do คือ การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
หลักประกันความเสี่ยง คือ การทำแผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan) วางแผนจากการเนื้อหาที่กำหนดในหลักสูตรมากำหนดเป้าประสงค์ กระบวนการ กิจกรรม สื่อ การประเมิน และการเก็บผลการจัดการที่ได้ตั้งเป้าประสงค์ไว้ทุกข้อ และปรับปรุงแผนข้างหน้า
แผนการสอนจึงเป็นแผนเปล่า จัดโครงสร้างไว้เพื่อจดรายละเอียดโดยย่อลงด้วยมือ เป็นการเตรียมล่วงหน้าเสมอ ผู้บริหารอาจขอดูและนิเทศภายในได้

C - Check เป็นการตรวจทาน ตรวจสอบ
          การตรวจสอบจากการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านไป เก็บข้อมูล วิเคราะห์สภาพการใช้แผนการจัดการ สนเทศ ข้อเด่น ข้อด้อย จากการนิเทศ ข้อเสนอแนะของผู้นิเทศ และการแสวงหาองค์ความรู้เพื่อปรับแนวทางการจัดการเรียนรู้

4. A - Act คือ การสรุปเป็นองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด
          เป็นการวิเคราะห์ สรุปและรายงานผลการจัดการเรียนรู้ เมื่อ Syllabus เป็นเค้าโครงการวิจัย บทสุดท้ายคือการสรุป จากแผนและร่องรอยที่เกิดจากทุกแผนในภาคเรียน จากการตอบวัตถุประสงค์จองเค้าโครงการวิจัย ถือเป็นบทที่ ๕ ของงานวิจัย จะพบ ผลการจัดการเรียนรู้ อภิปรายผล ปัญหา ข้อเสนอแนะ
          ผลการจัดการ คือผลการวิจัย แต่ ข้อเสนอแนะก็คือการปรับปรุงหลักสูตร ที่เรียกว่า การพัฒนาหลักสูตรรายวิชา
          ผู้บริหาร นอกจากจะบริหารความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง และมีของแถมคือ ผลจากข้อเสนอแนะของครูทุกคนนำไปสู้การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จัดระบบการบันทึกให้เป็นรูปแบบการวิจัย ก็จะเป็นผลงานที่สำคัญที่สุด...ทีเดียว
          เอาภารกิจหลัก คือ งานจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร ด้วยหลักประกันความเสี่ยง ด้วยวงจรคุณภาพ ก็คุ้มพอแล้ว แต่ภารกิจสนับสนุน ต้องว่ากันอีกแบบเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน
          ดังนั้น ระยะเวลาของการเปิดภาคเรียนกระชั้นเข้ามา ไม่สายไปที่จะฝันถึงผู้เรียนที่มีคุณภาพ ด้วยการสกัดความเสี่ยงในการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา
          ...ดีไหมเอ่ย...




[1] A probability or threat of damage, injury, liability, loss, or any other negative occurrence that is caused by external or internal vulnerabilities, and that may be avoided through preemptive action.Read more: http://www.businessdictionary.com/definition/risk.html#ixzz3Ys9vmynz
[2] agenda : กำหนดการ,ระเบียบวาระ - Syn. program, plan, schedule